Investment KnowlEDGE

4 เรื่องชวนรู้ ก่อนลงทุนในตราสารหนี้

  • 05 พ.ค. 65
  • 1,463
Basic_Knowledge_about_Bond_628x443

หากพูดถึงการลงทุนความเสี่ยงต่ำ หนึ่งในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินก็คือการลงทุนในตราสารหนี้

นอกจากความเสี่ยงต่ำแล้ว ตราสารหนี้ยังให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของดอกเบี้ย จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Fixed Income ซึ่งนักลงทุนจะรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับกระแสเงินสดเป็นจำนวนเท่าไร และในช่วงเวลาใด ทำให้สามารถวางแผนการเงินในอนาคตได้ง่ายขึ้น ถือเป็นจุดเด่นของตราสารหนี้ หากเริ่มสนใจตราสารหนี้กันแล้ว เรามาทำความรู้จักตราสารหนี้ให้มากขึ้นกัน

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงิน ที่ผู้ออกตราสารมีสถานะเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ส่วนผู้ซื้อตราสารหรือนักลงทุน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ โดยเงินที่นักลงทุนจ่ายเพื่อซื้อตราสารหนี้ถือเป็นการให้เงินกู้ยืมแก่ผู้ออกตราสารนั่นเอง โดยกำหนดให้ผู้ออกตราสารชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้กับนักลงทุนที่ถือตราสารตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด โดยตราสารหนี้จะมีการกำหนดอายุที่แน่นอนเช่น 3 เดือน, 1 ปี, 3 ปี, 10 ปี หรืออาจไม่มีอายุครบกำหนด เรียกว่าหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond)

 

การแบ่งประเภทของตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีการแบ่งประเภทได้หลายแบบ สำหรับบทความนี้ขอแบ่งตามประเภทผู้ออกตราสารเป็น 2 ประเภท ได้แก่

 

1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ (Government Bond)

มักเรียกโดยรวมว่าพันธบัตรรัฐบาล โดยหน่วยงานที่ออกพันธบัตรรัฐบาลได้มี 3 หน่วย ได้แก่

- กระทรวงการคลัง ออกตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรรัฐบาล เป็นการที่รัฐกู้ยืมเงินจากประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการดำเนินนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ

- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกตราสารที่เรียกว่าพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ธปท. ใช้การออกตราสารหนี้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการดำเนินนโยบายทางการเงิน

- รัฐวิสาหกิจ ออกพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาจมีการค้ำประกันจากรัฐบาล

 

2. ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน

ปกติมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเงินทุนในการดำเนินกิจการของบริษัท มี 2 รูปแบบ ได้แก่

- ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋ว BE (Bill of Exchange) มักออกเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 270 วัน ขายแบบมีส่วนลดจากราคาหน้าตั๋ว ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย จึงมักเรียกอีกอย่างว่า Discount Bond หรือ Zero-coupon Bond เมื่อครบกำหนด ผู้ลงทุนจะได้รับเงินคืนเท่าราคาหน้าตั๋ว จึงได้กำไรเท่ากับส่วนต่างจากราคาหน้าตั๋ว หักด้วยราคาที่ซื้อลดในตอนแรก

- หุ้นกู้ เป็นตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุเกิน 270 วัน มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด และชำระคืนเงินต้นเมื่ออายุครบกำหนด

 

การจัดอันดับเครดิต หรือ Credit Rating

การลงทุนในตราสารหนี้ถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งซึ่งผู้ลงทุนมีโอกาสขาดทุนได้ และหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้ขาดทุนมาจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร สำหรับตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐจะมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยมากหรือไม่มีเลย แต่หากเป็นตราสารหนี้เอกชน ผู้ลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ว่าผู้ออกมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาได้จาก Credit Rating


การจัด Credit Rating ในประเทศไทยจัดทำโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่งคือ บริษัท ฟิทช์เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thailand) และ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (Tris Rating) ซึ่งจะวิเคราะห์บริษัททั้งภาพรวมอุตสาหกรรม ธุรกิจของบริษัท สถานภาพทางการเงิน เพื่อประเมินความสามารถของบริษัทผู้ออกตราสารว่าจะสามารถชำระดอกเบี้ยและเงินต้นได้ครบและตรงตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาได้หรือไม่ โดยใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการจัด Rating ตั้งแต่ดีที่สุดเป็น AAA และไล่ลงไปเป็น AA, A, BBB ไปจนถึง Rating ต่ำที่สุด D คือไม่สามารถชำระหนี้ได้

 

โดยทั่วไปตราสารหนี้เอกชนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตาม Credit Rating คือ

กลุ่มที่ 1: มี Rating ตั้งแต่ AAA ถึง BBB เป็นกลุ่ม Investment Grade กลุ่มนี้ถือเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า

กลุ่มที่ 2: มี Rating ตั้งแต่ BB ถึง D เรียกว่า High Yield Bond เป็นกลุ่มตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มแรก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าจึงมีอัตราผลตอบแทนคาดการณ์ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น มักใช้ในการเก็งกำไรหรือเรียกอีกอย่างว่า Speculative Grade

 

การลงทุนในตราสารหนี้

ผู้สนใจลงทุนสามารถลงทุนซื้อขายในตราสารหนี้ได้โดยตรง โดยมีทั้งแบบตลาดแรกและตลาดรอง หรือลงทุนทางอ้อมผ่านการลงทุนในกองทุนรวม

การลงทุนโดยตรงในตลาดแรก (Primary Market) คือการซื้อตราสารหนี้ที่ออกเสนอขายเป็นครั้งแรกในตลาด หากเป็นพันธบัตรรัฐบาลสามารถจองซื้อได้จากธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่ได้รับอนุญาตเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น

 

ส่วนการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน นักลงทุนทั่วไปจะสามารถลงทุนได้หากมีการเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปในวงกว้าง (Public Offering) เท่านั้น โดยสามารถซื้อได้จากสถาบันการเงินที่เป็นผู้แทนจำหน่าย ตัวแทนจำหน่ายโดยตรง หรือช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งของสถาบันการเงิน

 

สำหรับผู้ต้องการซื้อขาย หรือเปลี่ยนมือตราสารหนี้ที่ได้จากตลาดแรกจะมีตลาดรองหรือ Secondary Market รองรับ ผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำธุรกรรมแบบ Over the Counter คือการจับคู่ซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง หรือซื้อขายผ่านโบรคเกอร์ ซึ่งต้องมีการเปิดบัญชีกับโบรคเกอร์ก่อนทำการซื้อขายก็ได้เช่นกัน

 

การลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงมักต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันมากกว่า สำหรับนักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงตราสารหนี้ได้ง่ายกว่าด้วยการซื้อผ่านกองทุนรวม โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนรวมตราสารหนี้ไดหลายประเภทตามนโยบายการลงทุน เช่น

- Term Fund กองทุนรวมที่มีการกำหนดอายุของกองทุนรวมไว้แน่นอน

- Money Market Fund กองทุนรวมที่ไม่กำหนดอายุของกองทุนรวมไว้ แต่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น

- Fixed Income Fund มีความแตกต่างจาก Money Market Fund ตรงที่กองทุนสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปีได้

 

นอกจากนโยบายการลงทุนที่หลากหลายสามารถเลือกได้ตามความเสี่ยงของแต่ละคนแล้ว กองทุนรวมตราสารหนี้ยังมีข้อดีหลักๆ เหมือนกับกองทุนรวมทั่วไป เช่น การมีผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกตราสารหนี้ที่จะลงทุนให้ และยังมีการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้หลายตัว โดยใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่าการลงทุนในตราสารแต่ละตัวเองโดยตรง รวมทั้งมีโอกาสได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนประเภท SSF หรือ RMF ด้วยเช่นกัน

 

อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาของการลงทุนในตราสารหนี้ คือการปรับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด เพราะถึงแม้ตราสารหนี้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า และผู้ลงทุนทราบตั้งแต่แรกว่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยเป็นเท่าไร แต่หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้ ราคาของตราสารหนี้ที่มีอยู่แล้วในตลาดลดต่ำลง เพื่อชดเชยที่ดอกเบี้ยของตราสารหนี้ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และตราสารหนี้ที่กำลังจะออกใหม่ ก็จะต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นให้แก่นักลงทุน

 

นอกจากนี้ ยิ่งตราสารหนี้มีอายุเฉลี่ยที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่จะได้รับจากตราสารหนี้ในอนาคต (Duration) มากขึ้น ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการเลือกลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาว ก็ต้องพิจารณาแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน

Effect_of_Interest_on_Bond_628