Investment KnowlEDGE

นับ 1 ให้ถึงล้าน : 3 สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุน

  • 12 ก.ค. 65
  • 1,438
1toMillion_3_basic_Investment_knowledge_628x443p

ในคราวที่แล้ว เราได้พูดกันถึงชายคนหนึ่งที่ได้เงินมรดกจำนวน 1 ล้านบาท และนำเงิน 1 ล้านบาทนั้น มาวางแผนเพื่อลงทุนต่อยอด ซึ่งได้มีการวางแผนอย่างครอบคลุมรอบด้าน ทั้งในส่วนของ Wealth Creation (เงินสำรองฉุกเฉิน, เงินผ่อนบ้าน), Wealth Protection (ทำประกันชีวิต), Wealth Accumulation (ลงทุนตามเป้าหมาย ได้แก่ เก็บเงินเพื่อการศึกษาบุตรและเก็บเงินเพื่อการเกษียณ)

ในคราวที่แล้ว เราได้พูดกันถึงชายคนหนึ่งที่ได้เงินมรดกจำนวน 1 ล้านบาท และนำเงิน 1 ล้านบาทนั้น มาวางแผนเพื่อลงทุนต่อยอด ซึ่งได้มีการวางแผนอย่างครอบคลุมรอบด้าน ทั้งในส่วนของ Wealth Creation (เงินสำรองฉุกเฉิน, เงินผ่อนบ้าน), Wealth Protection (ทำประกันชีวิต), Wealth Accumulation (ลงทุนตามเป้าหมาย ได้แก่ เก็บเงินเพื่อการศึกษาบุตรและเก็บเงินเพื่อการเกษียณ)

 

1. รู้จักประเภทผลตอบแทนจากการลงทุน หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายทางการเงินแล้ว มีการวางแผนที่จะลงทุนแล้ว สิ่งที่เราต้องคิดต่อคือ เป้าหมายการเงินของเรามีความสอดคล้องกับผลตอบแทนรูปแบบไหน และมีสินทรัพย์ประเภทใดที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะนั้น

1toMillion_3_basic_Investment_knowledge_PIC01

จากตัวอย่าง เป้าหมายเก็บเงินเพื่อการศึกษาบุตรและเก็บเงินเพื่อการเกษียณของชายคนนี้ เขาเลือกลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนในลักษณะเพิ่มมูลค่าเงิน (Capital Appreciation) เนื่องจากเขาคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นและมีระยะเวลาการลงทุนในช่วงหนึ่ง โดยสินทรัพย์ที่เหมาะสมที่จะลงทุนก็จะเป็นหุ้นเติบโตหรือกองทุนรวมตราสารทุนครับ

 

ส่วนของเงินสำรองฉุกเฉินที่ชายคนนี้ออมไว้ ก็ถือเป็นผลตอบแทนในลักษณะปกป้องเงินทุน (Capital Preservation) โดยเขาอาจจะนำเงินส่วนนี้ไปพักไว้กองทุนรวมตลาดเงิน หรือในเงินฝากแบบ e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยสูงและสามารถถอนออกมาได้ตลอดในกรณีที่ต้องการใช้ฉุกเฉิน

 

หรือในอนาคต ชายคนนี้อาจวางแผนการลงทุนโดยคาดหวังผลตอบแทนที่ให้ประโยชน์ทางภาษี (Taxes Benefit) ด้วยการลงทุนในกองทุนรวม เช่น SSF / RMF หรือการสร้างรายได้ประจำ (Current Income) โดยหลังจากเกษียณที่ไม่มีรายได้แล้ว เขาอาจพิจารณาย้ายเงินเก็บไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของรายได้ประจำเพื่อไว้ใช้จ่ายรายเดือน เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้, หุ้นมั่นคงที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ก็ได้เช่นครับ

2. เข้าใจความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ แน่นอนครับ หากพูดถึงผลตอบแทน ต้องไม่ลืมที่จะพูดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วยทุกครั้ง โดยความหมายของความเสี่ยงก็คือ โอกาสที่ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง (Actual Return) เบี่ยงเบนไปจากผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ (Expected Return) ซึ่งความเสี่ยงสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Non-systematic Risk)

1toMillion_3_basic_Investment_knowledge_PIC02

สำหรับความเสี่ยงที่เป็นระบบ เป็นความเสี่ยงระดับมหภาค กระทบกับภาพใหญ่ทั้งระบบ เราไม่สามารถทำให้ลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุน เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ย, ความเสี่ยงของตลาด เป็นต้น

 

ส่วนความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ เป็นความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละบริษัท เช่น ความเสี่ยงทางด้านธุรกิจ,ความเสี่ยงด้านการเงินของบริษัท เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ เราสามารถทำให้ลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น เงินฝาก หุ้น หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ เป็นต้น หรืออาจมีการกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมหรือหลายภูมิภาค ซึ่งก็สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Asset Allocation ที่เราเคยพูดถึงกันไปในซีรีส์ที่ 1 : ล้านแรกในชีวิตครับ (คลิก : นาที 4:31)

 

หรือบางครั้งเราอาจต้องพิจารณาเรื่องค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ของสินทรัพย์ที่ไปลงทุนว่ามีทิศทางหรือความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นอย่างไร ประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนด้วยครับ

 

นอกจากรู้จักความเสี่ยงในการลงทุนแล้ว ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความเต็มใจรับความเสี่ยง (Willingness) และความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability) ซึ่งบางครั้งเราอาจจะมีความเต็มใจในการรับความเสี่ยง แต่เราอาจไม่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงก็ได้ครับ หรืออาจเป็นในทางตรงกันข้ามกันได้เช่นกัน โดยเราจะทราบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้นี้จากการทำแบบประเมินความเสี่ยง (Suitability Test) นั่นเอง (ทำแบบประเมินความเสี่ยง : คลิก)

1toMillion_3_basic_Investment_knowledge_PIC03

จากภาพ เรามักเข้าใจว่านักลงทุนที่อายุน้อย น่าจะรับความเสี่ยงได้สูงเพราะหากเกิดการผิดพลาดก็ยังเหลือระยะเวลาลงทุนอีกนาน แต่หากนักลงทุนอายุน้อยคนนั้น เป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องการลงทุนเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ เขาอาจเป็นนักลงทุนที่มีความเต็มใจรับความเสี่ยงต่ำ แม้จะมีความสามารถในการรับความเสี่ยงสูงก็ตาม

 

หรือหากเป็นนักลงทุนที่อายุมาก แต่หากมีประสบการณ์การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อนมามากกว่า 10 ปี ก็อาจเป็นนักลงทุนที่มีความเต็มใจรับความเสี่ยงสูง ส่วนความสามารถในการรับความเสี่ยง ก็อาจขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบุคคล เช่น หากใกล้เกษียณก็อาจเป็นความสามารถรับความเสี่ยงต่ำ แต่หากเป็นนักลงทุนอายุมาก ที่มีการวางแผนเกษียณที่ดีหรือมี passive income เพียงพอแล้ว เขาอาจจะเป็นนักลงทุนที่มีทั้งความเต็มใจและความสามารถในการรับความเสี่ยงระดับสูงก็ได้เช่นกันครับ

 

จะเห็นว่าทั้งความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นปัจจัยที่เราควรพิจารณาควบคู่กันประกอบการตัดสินใจในการลงทุนครับ 

3. ศึกษาความแตกต่างของเครื่องมือการลงทุนแต่ละประเภท ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะการลงทุนทางอ้อม นั่นคือลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Investing) ซึ่งมีหลายประเภท เช่น ตราสารในตลาดเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ กองทุนรวม ผมจะขอยกตัวอย่างเครื่องมือการลงทุนที่เป็นที่นิยม 2 ประเภท นั่นคือ หุ้นและกองทุนรวม เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างหากคุณกำลังอยากที่จะลงทุนใน 2 เครื่องมือนี้ครับ

1toMillion_3_basic_Investment_knowledge_PIC04

เริ่มจากหากพิจารณามุมความมีอิสระในการลงทุน หุ้น มีอิสระในการตัดสินใจเลือกลงทุนมากว่า เพราะคุณคือผู้ที่ลงทุนเอง การปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนทันต่อสถานการณ์มากกว่า ทำได้คล่องตัวกว่า ส่วนการลงทุนในกองทุนรวม คุณอาจไม่ได้มีอิสระในการตัดสินใจเท่า เพราะเป็นการลงทุนตามนโยบายที่ประกาศไว้ แต่คุณจะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้ บางครั้งอาจช่วยตัดการตัดสินใจเรื่องอารมณ์การลงทุนออกไปได้

 

มุมความเหมาะสมในการลงทุน กองทุนรวมเหมาะกับผู้ลงทุนที่มือใหม่ อาจยังไม่มีประสบการณ์หรืออาจไม่มีเวลาในการติดตามข่าวสาร ก็เหมาะที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมซึ่งมีผู้จัดการกองทุนบริหารการลงทุนให้ ส่วนหุ้น อาจเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุน มีความรู้ในการลงทุน เช่น รู้จักตัวหุ้นที่ไปลงทุน ทำธุรกิจอะไร วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเทคนิคก่อนการลงทุนได้ เป็นต้น

 

มุมการใช้เงินลงทุน หุ้นอาจใช้เงินในการลงทุนที่สูงกว่า เพราะต้องซื้อที 1 Board Lot ซึ่งเท่ากับจำนวน 100 หุ้น เช่น หากหุ้น A มีราคา 200 บาท จะเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ ต้องซื้อที 100 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 20,000 บาท แต่หากลงทุนในกองทุนรวม ปัจจุบันบางกองทุนใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท ดังนั้น หากคุณไม่มีได้เงินทุนมากและอยากลงทุน กองทุนรวมอาจเป็นเครื่องมือที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาเรื่องของค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนประกอบการตัดสินใจด้วยครับ

 

มุมของผลตอบแทน หุ้น ถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูง แต่ผลตอบแทนที่สูงก็มักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย หากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนค่อนข้างสูงและรับความเสี่ยงได้ หุ้นอาจตอบโจทย์ แต่สำหรับกองทุนรวม ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ได้รับอาจมีตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนที่คุณตัดสินใจลงทุน และการลงทุนในเครื่องมือลงทุนที่เป็นกองทุนรวม คุณยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF ด้วยครับ

 

สำหรับเงินล้านกับการลงทุน ใน 2 Ep. แรก คุณได้ทราบตัวอย่างของการตั้งเป้าหมายการเงิน ตลอดจนการวางแผนการลงทุนไปแล้ว Ep.นี้ คุณได้ทราบความรู้ในการลงทุนกับ 3 สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุน ซึ่งจะช่วยให้แผนการลงทุนที่วางไว้ เดินไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในครั้งหน้า ผมจะชวนคุยต่อถึงกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ และสรุปภาพรวมการวางแผนลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาทของชายคนนี้ให้ฟังครับ!! วันนี้อย่าลืมทบทวน 3 สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุนกับ To do list กันนะครับ เริ่มจากหากพิจารณามุมความมีอิสระในการลงทุน หุ้น มีอิสระในการตัดสินใจเลือกลงทุนมากว่า เพราะคุณคือผู้ที่ลงทุนเอง การปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนทันต่อสถานการณ์มากกว่า ทำได้คล่องตัวกว่า ส่วนการลงทุนในกองทุนรวม คุณอาจไม่ได้มีอิสระในการตัดสินใจเท่า เพราะเป็นการลงทุนตามนโยบายที่ประกาศไว้ แต่คุณจะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้ บางครั้งอาจช่วยตัดการตัดสินใจเรื่องอารมณ์การลงทุนออกไปได้ มุมความเหมาะสมในการลงทุน กองทุนรวมเหมาะกับผู้ลงทุนที่มือใหม่ อาจยังไม่มีประสบการณ์หรืออาจไม่มีเวลาในการติดตามข่าวสาร ก็เหมาะที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมซึ่งมีผู้จัดการกองทุนบริหารการลงทุนให้ ส่วนหุ้น อาจเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุน มีความรู้ในการลงทุน เช่น รู้จักตัวหุ้นที่ไปลงทุน ทำธุรกิจอะไร วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเทคนิคก่อนการลงทุนได้ เป็นต้น มุมการใช้เงินลงทุน หุ้นอาจใช้เงินในการลงทุนที่สูงกว่า เพราะต้องซื้อที 1 Board Lot ซึ่งเท่ากับจำนวน 100 หุ้น เช่น หากหุ้น A มีราคา 200 บาท จะเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ ต้องซื้อที 100 หุ้น คิดเป็นเงินลงทุน 20,000 บาท แต่หากลงทุนในกองทุนรวม ปัจจุบันบางกองทุนใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท ดังนั้น หากคุณไม่มีได้เงินทุนมากและอยากลงทุน กองทุนรวมอาจเป็นเครื่องมือที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาเรื่องของค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนประกอบการตัดสินใจด้วยครับ มุมของผลตอบแทน หุ้น ถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูง แต่ผลตอบแทนที่สูงก็มักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย หากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนค่อนข้างสูงและรับความเสี่ยงได้ หุ้นอาจตอบโจทย์ แต่สำหรับกองทุนรวม ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ได้รับอาจมีตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนที่คุณตัดสินใจลงทุน และการลงทุนในเครื่องมือลงทุนที่เป็นกองทุนรวม คุณยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF ด้วยครับ สำหรับเงินล้านกับการลงทุน ใน 2 Ep. แรก คุณได้ทราบตัวอย่างของการตั้งเป้าหมายการเงิน ตลอดจนการวางแผนการลงทุนไปแล้ว Ep.นี้ คุณได้ทราบความรู้ในการลงทุนกับ 3 สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุน ซึ่งจะช่วยให้แผนการลงทุนที่วางไว้ เดินไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในครั้งหน้า ผมจะชวนคุยต่อถึงกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ และสรุปภาพรวมการวางแผนลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาทของชายคนนี้ให้ฟังครับ!! วันนี้อย่าลืมทบทวน 3 สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุนกับ To do list กันนะครับ

To do list :

1. ศึกษาประเภทผลตอบแทนจากการลงทุนและเลือกลงทุนให้เหมาะสมตามเป้าหมาย
2. ศึกษาความเสี่ยงในการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
3. ศึกษาเครื่องมือในการลงทุน ความแตกต่างระหว่างลงทุนใน “หุ้น” และ “กองทุนรวม”