Lifestyle
The Taste of Climate Change: เมื่อ “นม” ไม่ได้มาจากแค่ “วัว” อีกต่อไป
- 30 มี.ค. 69
- 664

เมื่อผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่ดื่มส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร “นม” จึงไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานอีกต่อไป จากเดิมที่นมวัวเคยเป็นเครื่องดื่มหลัก และอยู่ในทุกเมนู ตั้งแต่กาแฟ ชานม ไปจนถึงเบเกอรี่ วันนี้ผู้บริโภคกำลังมีทางเลือกมากขึ้นจากนมทางเลือกจากพืช (plant-based milk)
ตัวเลือกเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการด้านสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นด้านความยั่งยืน และกำลังสร้างการแข่งขันใหม่ระหว่างอุตสาหกรรมดั้งเดิม กับผู้เล่นใหม่ในกลุ่มนมทางเลือกจากพืช
เมื่อ Landscape ของธุรกิจ “ผลิตภัณฑ์นม” กำลังเปลี่ยนไป
ประเทศไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปี 2567 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 11.5% [1] อย่างไรก็ตาม ทั้งจำนวนเกษตรกรโคนมและประชากรโคนมในประเทศไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเพียง 3 ปี จากปัจจัยด้านราคาต้นทุนอาหารสัตว์ และรายได้ของเกษตรกรโคนม [2]
ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าตลาดนมทางเลือกจากพืชทั่วโลก จะเติบโตสูงขึ้นจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ไปสู่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 [3] ซึ่งในประเทศไทยเอง ตลาดนมทางเลือกจากพืชมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 5% แตะมูลค่าประมาณ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่ตลาดนมโดยรวมคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.2% [4]
การเติบโตของตลาดนมทางเลือกจากพืชได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น การมีตัวเลือกและช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสนใจนมทางเลือกจากพืชมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดนมทางเลือกจากพืช มีแบรนด์จากต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาแข่งขันและทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนว่า ผู้ประกอบการในประเทศอาจต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันมากขึ้น [5]
เมื่อ “ความยั่งยืน” กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของผู้บริโภค
การเปลี่ยนไปของพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มีความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้มุมมองการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ากำลังเปลี่ยนไป และอาจกำลังเป็นหนึ่งในความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (transition risk) ของธุรกิจอุปโภคบริโภคพื้นฐานเดิม ที่กำลังถูก disrupt ด้วยปัจจัยด้านความยั่งยืน
ต้องยอมรับว่า จากต้นทางการผลิตมาจนถึงปลายทางของผู้บริโภค “นมวัว” มีการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่านมทางเลือกจากพืชประเภทอื่น ๆ หรือมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) โดยเฉลี่ยที่สูงกว่า เช่น ในการผลิตนม 1 ลิตร จำเป็นต้องใช้น้ำโดยเฉลี่ยถึง 628 ลิตร ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นมจากถั่วเหลืองใช้น้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียงราว 28 ลิตรต่อการผลิต 1 ลิตร [6]
ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์นมทางเลือกอื่น ๆ นมวัว 1 แก้ว มีรอยเท้าของก๊าซเรือนกระจกที่อยู่เบื้องหลังโดยเฉลี่ยถึง 330 กรัม CO2e ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกอื่น ๆ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉลี่ยที่น้อยกว่ามาก เช่น นมถั่วเหลือง (122 กรัม CO2e) นมโอ๊ต (102 กรัม CO2e) และนมอัลมอนด์ (98 กรัม CO2e) [7]
จากการสำรวจของ PwC’s Voice of the Customer Survey ในปี 2568 ซึ่งทำการสำรวจผู้บริโภคกว่า 20,000 คน ทั่วโลก พบว่า ผู้บริโภคกว่า 80% มีความกังวลต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) มากขึ้น และ 44% ของผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายราคาแพงขึ้น เพื่อส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อม [8] ซึ่งการบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (sustainable consumption and production) ยังถือเป็นหนึ่งใน SDG หรือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การเลือกบริโภคอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการจัดการขยะ
ดังนั้น ผู้บริโภคในวันที่มีข้อมูลและความตระหนักมากขึ้น นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคา สุขภาพ และความชอบส่วนบุคคลแล้ว ความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกสินค้าอีกด้วย
จากความท้าทาย สู่โอกาสใหม่ของธุรกิจโคนม
แม้ว่าธุรกิจโคนมไทยในวันนี้ จะต้องเผชิญความท้าทายจากความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป พร้อมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) จาก climate change ทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ผลผลิตน้ำนมของวัวลดลง และภัยแล้งหรือความผันผวนของสภาพอากาศอาจกระทบต่อการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของฟาร์ม
แต่ในความท้าทายนี้ ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจจะได้ปรับตัวเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการผลิต และมีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีมากขึ้น เช่น การบริหารจัดการฟาร์มที่ดี การใช้เทคโนโลยีที่ใช้ในฟาร์ม เพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำนม การติดตั้ง solar cell ในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทผลิตภัณฑ์นมชั้นนำในตลาดโลก ยังมีการคำนึงถึงการลดการใช้ พลาสติกใหม่ที่ผลิตจากปิโตรเคมี (virgin fossil based plastic) และเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ พร้อมทั้ง คำนึงถึงความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอื่น ๆ เช่น การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และสภาพแวดล้อมของแรงงานในฟาร์ม
การจัดการอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากจะทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืนแล้ว ยังอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้นอีกด้วย เพราะ “นมวัว” ก็ยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้สูงวัย
ท้ายที่สุดแล้ว การมองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส ที่มาพร้อมกับ ‘การตัดสินใจ’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ คือส่วนผสมสำคัญ ตั้งแต่ระดับธุรกิจไปจนถึงการเลือกบริโภคในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างทั้งชีวิต ธุรกิจและการเงินที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราเลือกได้ในทุกการตัดสินใจของแต่ละวัน
เพราะความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความรับผิดชอบและโอกาสในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ในฐานะสถาบันการเงิน KKP ได้บูรณาการปัจจัยด้าน ESG เข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยง และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (transition) ของลูกค้าธุรกิจให้สามารถรับมือกับทั้งความเสี่ยงและโอกาสจาก climate change พร้อมทั้งสนับสนุนให้ลูกค้าบุคคลสามารถวางแผนชีวิตและการเงินให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวและยั่งยืน
อ้างอิง
[1] กระทรวงพาณิชย์ - https://www.moc.go.th/th/gallery/article/detail/id/5/iid/736
[2] TDRI - https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2025/09/WB228-1.pdf
[3] Grand View Research - https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/plant-based-milk-market-report#:~:text=They%20are%20conveniently%20located%20and,market%20during%20the%20forecast%20period.
[4] Kasikorn Research Center - https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Plant-Based-Milk-CIS3632-FB-2025-12-29.aspx
[5] Post Today- https://www.posttoday.com/smart-sme/728301
[6] Our World in Data - https://ourworldindata.org/environmental-impact-milks
[7] World Resources Institute - https://www.wri.org/insights/milks-environmental-impact
[8] PWC - https://www.pwc.com/gx/en/issues/c-suite-insights/voice-of-the-consumer-survey.html