Money

กินอย่าง Healthy & Wealthy ใน 1 จาน

Post by | Admin

กินอย่าง Healthy & Wealthy ทำได้ไม่ยาก ด้วยการแบ่งสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม โดยวิธีกะด้วยสายตาจากการจัดจานง่ายๆ ในแต่ละมื้ออาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลของสารอาหารและพลังงานที่เหมาะสม เราแบ่งอาหารออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่1 ผักและผลไม้ 1/2 ส่วนแรก (50%) ควรกินผักหลากสีสัน เช่นผักใบเขียวต่างๆ ผักประเภทหัว และเลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลในปริมาณต่ำ ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง เป็นต้น ผักมีใยอาหารทำให้อยู่ท้อง เพิ่มวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงและทำงานได้อย่างปกติ หากกินผักใน 1 มื้อ 100 - 200 กรัม รวมทั้งสิ้น 3 มื้อ ควบคู่กับผลไม้ จะได้ปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 400 กรัม ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)ได้

ส่วนที่2 คาร์โบไฮเดรต 1/4 (25%) ควรกินคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ธัญพืช ข้าวหรือแป้งไม่ขัดสี งา ข้าวโอ๊ต คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานหลักแก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายของคนเราสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่หากคุณกินประเภทนี้มากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้พลังงานถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามชั้นใต้ผิวหนังจนทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา

ส่วนที่3 โปรตีน 1/4 (25%) เนื้อสัตว์ที่ไขมันต่ำและโปรตีนสูง เช่น อกไก่ไม่มีหนัง ไข่ต้ม โยเกิร์ต นมไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง เต้าหู้ และถั่วชนิดต่างๆ โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ร่างกายนำโปรตีนไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่สึกหรออยู่ทุกวัน

ส่วนที่4 ไขมัน ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ควรกินไขมันประเภทดี ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก กรดไขมันที่จำเป็นต่อการดูดซึมของวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น มาร์การีน เป็นต้น

การกินแบบนี้จะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักและปริมาณแคลอรี่ต่อวันได้ โดย 1 มื้อ หากกินอาหารโดยแบ่งเป็น 4 ส่วนแบบที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้ได้พลังงานโดยประมาณเพียง 400 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 จาน ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดี นอกจากการกินแบบแบ่งสัดส่วนอาหารที่เหมาะสมแล้ว การปรุงอาหารก็สำคัญ ควรเลือกวิธีการตุ๋น ต้ม นึ่ง อบ ลวก พยายามลดหรือหลีกเลี่ยงของทอด ของมัน และควรลดการปรุงอาหารแบบรสจัด เช่นหวานจัด เค็มจัด เป็นต้น สุดท้ายควรเลือกกินอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว แล้วออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย การลงทุนเพื่อสุขภาพทำได้ง่ายๆ ไม่ยากอย่างที่คิด

แนวโน้มของราคาทอง

มั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม

 

ไปดูเหตุผลที่ตลาดไม่เชื่อ หนึ่งในนั้นก็เพราะ กำลังการผลิตนอกกลุ่ม OPEC ก็ยังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ จากตัวเลขแท่นขุดเจาะรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ย่างเข้าไป 2017 เป็นต้นมา รวมถึงการเดินกำลังการผลิต Shale Oil และ Shale Gas ที่สะท้อนว่า ต้นทุนการผลิตของเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใกล้จุดที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตน้ำดิบได้แล้วถ้ามองภาพใหญ่กว่านั้น ราคาน้ำมันก็โดนกดดันอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีที่จะมาเป็นคู่แข่งพลังงานน้ำมันจริงๆ ก็คือ Power Storage หรือ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า นั้นเอง เพราะตัวเก็บประจุไฟฟ้า หรือ Power Storage จะทำให้การใช้พลังงานสะอาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีตัวเก็บประจุ ก็แปลว่า เราจะใช้ไฟฟ้าได้แค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ดังนั้น เทคโนโลยี Power Storage จึงถือว่ามีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดต่ำลงไปอีก และเข้าถึงคนจำนวนมากกว่าปัจจุบัน

สรุปทิศทางราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันถูกเทขายลงมาที่ ราวๆ 42-43 ดอลลาร์ กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นหลักๆ มาจากตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และ non-OPEC จะทำได้จริงและตรึงกำลังการผลิตได้จริง ถึงแม้จะมีการขยายระยะเวลาตรึงกำลังการผลิตออกไปถึงปีหน้าก็ตาม