Business Talk
4 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับสินเชื่อ SME
- 26 ธ.ค. 65
- 7,848

หัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าของกิจการ นอกจากจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ตัวเองทำแล้วยังต้องมีความรู้ด้านอื่นๆ อีก เช่น การบริหารธุรกิจ บริหารคน กลยุทธ์สร้างการเติบโต รวมไปถึงความรู้ด้านกฎหมาย และการตลาด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าของกิจการทุกคนต้องรู้และเข้าใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การบริหารกระแสเงินสดหมุนเวียนให้เพียงพอ และต้องมีแผนสำรองในกรณีที่เกิดวิกฤตเพื่อช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้ไม่สะดุด
การขอสินเชื่อธุรกิจ SME กับธนาคารจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้สามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการขอสินเชื่อธุรกิจยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่หลายคนอาจมองข้าม KKP จึงได้รวบรวม 4 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการขอสินเชื่อธุรกิจ SME ที่เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของกิจการมาฝากกันครับ
1. ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ เป็นค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเมื่อลูกค้าตกลงรับวงเงินกู้หลังจากได้รับการอนุมัติ ซึ่งธนาคารมักเรียกเก็บโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากวงเงินกู้
เช่น ธนาคาร A คิดค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อเป็น 1% ของวงเงินกู้ ดังนั้น เมื่อผู้กู้ได้รับวงเงินอนุมัติ 1,000,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียมที่ 10,000 บาท โดยธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมนี้ออกจากวงเงินกู้อนุมัติ ทำให้ได้รับเงินกู้จริงอยู่ที่ 1,000,000 – 10,000 = 990,000 บาท
2. บสย. ย่อมาจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ทำหน้าที่ช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น อย่างไรก็ตามทาง บสย. มักจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อมีการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วค่าธรรมเนียมส่วนนี้ธนาคารจะเรียกเก็บจากผู้กู้อีกที หรือบางธนาคารจะรับผิดชอบค่าธรรมเนียมส่วนนี้แทน
3. การตรวจสอบเครดิตบูโร หมายถึง การตรวจสอบข้อมูลเครดิตทางการเงินโดยเมื่อเราเริ่มขอสินเชื่อธุรกิจ พนักงานสถาบันการเงินจะขอให้ผู้กู้เซ็นยินยอมเพื่อเปิดเผยข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงถึง ข้อมูลหนี้คงค้าง ประวัติการผ่อนชำระ สถานะบัญชีของผู้กู้จากสถาบันการเงินต่างๆ ในระบบ ซึ่งธนาคารจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อเบื้องต้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ผู้กู้จะยังไม่ได้ทำการกู้เงินก็สามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรของตนเองได้เสมอ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ncb.co.th/
4. ประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจ โดยส่วนมากแล้วธนาคารมักจะคิดดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจในลักษณะ MRR, MOR หรือ MLR บวกหรือลบด้วยส่วนเพิ่ม เช่น MRR + 5% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทเงินกู้และการกำหนดของแต่ละธนาคารว่าจะใช้ดอกเบี้ยตัวไหนระหว่าง MRR, MOR หรือ MLR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละธนาคาร โดยเจ้าของกิจการสามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารประกอบการขาย และหมั่นติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้จากประกาศของธนาคาร
- MRR หมายถึง ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อธุรกิจ KKP SME คูณ3 เพื่อการซื้อทรัพย์
- MOR หมายถึง ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อธุรกิจ KKP SME คูณ3 เพื่อขยายหรือหมุนเวียนในกิจการ
- MLR หมายถึง ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อธุรกิจ KKP SME FREEDOM
แล้วเราต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่?
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจเบื้องต้น จะช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถคำนวณดอกเบี้ยได้เอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรวางแผนให้ดีก่อนตัดสินใจยื่นกู้
เช่น หากสินเชื่อธุรกิจที่คุณสนใจ ระบุดอกเบี้ยไว้ที่ MRR +5% ต่อปี คุณต้องเข้าไปดูประกาศดอกเบี้ยของธนาคารนั้นๆ เช่น ธนาคาร A ประกาศไว้ว่า MRR = 6.5% เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้นี้คือ 6.5% + 5% = 11.5% ต่อปี เป็นต้น
เนื่องจาก MRR, MOR และ MLR เป็นดอกเบี้ยลอยตัว เจ้าของกิจการจึงควรติดตามประกาศการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยจากธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่ว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ล้วนส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การวางแผนทางการเงินของธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น
(ที่มา: https://www.tcg.or.th/, https://www.ncb.co.th/)